犬, KOMAINU

              หลายครั้งที่เดินทางไปญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวมักคุ้นเคยกับรูปปั้นสิงโตที่ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าศาลเจ้าของชินโตหรือทางเข้าหลัก และมักเข้าใจว่าเป็นสิงโตแบบเดียวกัน แต่หากสังเกตอีกนิดจะรู้สึกว่าหูของเจ้าสิงโตงุ้งงิ้งพรุ้งพริ้งกว่าสิงโตจีนมากนัก ทั้งนี้ก็เพราะน้องเขาไม่ใช่สิงโตจีน หากแต่มีชื่อเรียกเก๋ไก๋ว่า โคมะอินุ (狛犬, Komainu)

              โคมะอินุเป็นรูปปั้นสัตว์คู่ที่ลักษณะคล้ายสิงโตที่เป็นเทพพิทักษ์ ตั้งขนาบซ้ายขวาตรงหน้าทางเข้าศาลเจ้าของลัทธิชินโตเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย หน้าตาเหมือนสิงโตจีน  เพราะตามตำนานกล่าวไว้ว่าโคะมะอินุ เป็นสิ่งที่ถูกสร้างมาจาก สิงโต (狛) และสุนัข (犬) ที่เรียกกันว่า อินุ แต่มีต้นกำเนิดมาจากรูปปั้นสิงโตของจีน รูปปั้นโคมะอินุส่วนใหญ่ประกอบด้วยด้านหนึ่งเป็นรูปปั้นนั่งเปิดปาก เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการเริ่มต้น ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นรูปปั้นนั่งปิดปาก เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการสิ้นสุด มีการสันนิษฐานกันว่า โคะมาอินุ เป็นความเชื่อและวัฒธรรมที่ส่งผ่านมาจากทางประเทศจีนในช่วงสมัยราชวงศ์ถัง(唐) ซึ่งถ้าเทียบกับยุคของญี่ปุ่นก็จะเป็นยุคนารา (奈良) ที่วัฒนธรรมจีนรุ่งเรืองในเมืองซากุระ

              ส่วนที่โอกินาว่า จะเรียกว่า “ซีซ่า” (シーサー) โดยคนโอกินาวะนิยมนำมาวางเป็นคู่บริเวณหน้าประตูหรือหลังคาบ้าน เพราะเชื่อกันว่าซีซ่าจะช่วยปกป้องบ้านหรือคนที่อาศัยอยู่ในบ้านนั้นๆ ให้พ้นจากภยันตรายทั้งปวง อีกทั้งขับไล่ภูติผีปิศาจให้ห่างไกล


              คำว่า “ซีซ่า” เป็นภาษาถิ่นโอกินาวะหมายถึง “สิงโต” (shishi 獅子) ส่วนรูปร่างหน้าตาก็คล้ายคลึงกับสิงโตหิน ของประเทศจีน และ “โคมะอินุ” ที่มักตั้งอยู่หน้าวัดหรือศาลเจ้าของญี่ปุ่นบนเกาะฮอนชู 

             แรกเริมเดิมทีชาวโอกินาวะจะวางซีซ่าแค่ตัวเดียว แต่กล่าวกันว่าเป็นเพราะได้รับอิทธิพลความเชื่อในการตั้งวาง “โคมะอินุ” ในวัดหรือศาลเจ้า หรือรูปปั้นเทพพิทักษ์ “อะอุน” (阿吽) ที่ด้านหนึ่งรูปปั้นจะต้องมีลักษณะอ้าปาก ส่วนอีกด้านหนึ่งหุบปาก ซึ่งตามความคิดเชิงศาสนาสมัยโบราณ เสียง “อะ” คือเสียงเริ่มแรกของสรรพชีวิตยามเปิดปาก ส่วนเสียง “อุน” หรือ “อึม” เป็นเสียงสุดท้ายยามหุบปากสนิท จึงเปรียบได้กับเสียงแห่งการเริ่มต้นและสิ้นสุดจักรวาล

             ไม่เพียงเท่านั้น “อะ” และ “อุน” ยังมีหน้าที่กับเพศแบ่งแยกชัดเจน โดยสำหรับซีซ่าที่อ้าปากถือเป็นตัวผู้ ทำหน้าที่กวักโชคลาภเข้ามา และต้องวางไว้ด้านขวา ส่วนซีซ่าที่หุบปากคือตัวเมีย ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ภยันตรายต่างๆเข้าสู่เคหะสถาน และต้องวางไว้ด้านซ้าย อันที่จริง ประชาชนคนทั่วไปเพิ่งได้รับอนุญาตให้ตั้งวางซีซ่าไว้หน้าบ้านตัวเองในช่วงหลังสมัยเมจิ เพราะเดิมทีซีซ่าถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ที่จะต้องตั้งวางไว้หน้าประตูวัด ปราสาท สุสานขุนนาง หรือหน้าทางเข้าหมู่บ้านเท่านั้น 

              

               โอกินาว่าตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของเกาะหลักฮอนชู มีอากาศที่อบอุ่น ชนบทที่เขียวชอุ่ม บ่อน้ำแร่และภูเขาไฟที่เร้นลับเนื่องจากอยู่ใกล้จีนและเกาหลี จึงได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากประเทศเพื่อนบ้านตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 อีกทั้งเป็นจุดแรกที่ติดต่อกับทางตะวันตกซี่งชาวโปรตุเกสได้เข้ามาเทียบท่าเมื่อศตวรรษที่ 16

               หากจะพูดถึงจังหวัดนี้ สิ่งหนึ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ "ซีซ่า" รูปปั้นสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายสิงโตที่จะพบเห็นได้ทั่วไป 

ซีซ่าคืออะไร ?

               ซีซ่าคือชื่อเรียกสัตว์นำโชคในตำนานของโอกินาว่า  ซึ่งชาวโอกินาว่าได้ให้คำอธิบายที่มาของคำว่า “ชีซ่า” เอาไว้ 2 ข้อ คือ 1. คำว่า สิงโต ในภาษาญี่ปุ่น อ่านว่า ชิชิ (獅子) ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษาจีนที่ใช้กันเฉพาะในฝั่งตะวันตกของจีนเท่านั้น แต่ที่โอกินาว่าจะเรียกสิงโตว่า “ชีซ่า” หรือ “ชีชี” ในภาษาถิ่น ก็เลยกลายเป็นที่มาของชื่อ “ชีซ่า” 2. ภาษาถิ่นของโอกินาว่าจะเรียก เนื้อ ว่า ชิชิ (シシ) ในสมัยที่ยังมีการล่าสัตว์อยู่นั้น สัตว์ที่ล่ามาได้ส่วนใหญ่จะเป็นหมูป่าและกวาง ซึ่งคนโอกินาว่าจะเรียกหมูป่าว่า “อิโนชิชิ” และเรียกกวางว่า “คาโนชิชิ” ไป ๆ มา ๆ ชื่อเรียกเนื้อก็กลายมาเป็นที่มาของ “ชีซ่า” ในที่สุด

ต้นกำเนิดและความเป็นมาของ “ชีซ่า” เทพเจ้าแห่งโอกินาว่า

               หนังสือประวัติศาสตร์คิวโย (球陽) ในสมัยอาณาจักรริวกิวได้บันทึกเอาไว้ว่า ราวปีค.ศ. 1689 ที่หมู่บ้านโทมิโมริ (富森村) เมืองโคจินดะ (東風平) มักจะเกิดเพลิงไหม้ขึ้นบ่อย ๆ จึงได้ให้ปรมาจารย์ฮวงจุ้ยไซอนซุย (蔡王瑞) มาช่วยดูฮวงจุ้ย โดยให้วางรูปปั้นชีซ่าหินหันหน้าไปทางภูเขาไฟยาเอเสะ (八重瀬) ที่อยู่เหนือหมู่บ้านโทมิโมริขึ้นไปเป็นการแก้เคล็ดเพื่อป้องกันไฟไหม้ ซึ่งชีซ่าหินตัวนี้เองคือจุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของเทพชีซ่าแห่งโอกินาว่า ว่ากันว่าชีซ่าหินของหมู่บ้านโทมิโมรินี้เป็นชีซ่าที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน และได้รับการจดทะเบียนเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของโอกินาว่า โดยมีความสูง 1.4 เมตร และความยาว 1.75 เมตร

ชีซ่ามีทั้งตัวผู้แต่ตัวเมีย?

              รู้หรือไม่? รูปปั้นชีซ่าที่พบเห็นได้ทั่วไปในจังหวัดโอกินาว่านั้นมีทั้งเพศผู้และเพศเมีย เพราะชีซ่าก็เปรียบได้กับสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งบนโลกใบนี้ จึงไม่แปลกที่จะมีเพศเหมือนกับสัตว์ทั่วไป แต่เราจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าชีซ่าตัวไหนเป็นตัวผู้ ตัวไหนเป็นตัวเมีย? ง่ายนิดเดียว ถ้าอยากรู้เพศของชีซ่า ให้สังเกตที่ “ปาก” ถ้าเป็นตัวผู้จะ “อ้าปาก” และถ้าเป็นตัวเมียจะ “ปิดปาก” นั่นเอง ชีซ่าตัวผู้จะคอยจับปีศาจและสิ่งชั่วร้ายที่เข้ามา ส่วนชีซ่าตัวเมียจะช่วยปกป้องเราจากภัยพิบัติและเก็บรักษาความสุขที่เรามีอยู่ไว้ไม่ให้หลุดลอยหายไป

วางไว้ที่ไหนดี?

               ชีซ่าเปรียบได้กับเทพที่คอยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกจากบ้านของเรา สำหรับใครที่ไปโอกินาว่าแล้วเลือกซื้อรูปปั้นชีซ่าตัวเล็ก ๆ กลับมาวางประดับบ้าน จึงควรรู้เรื่องของตำแหน่งและวิธีการวางชีซ่าที่เหมาะสมเอาไว้ด้วย ปกติแล้วเราสามารถวางชีซ่าไว้กี่ตัวก็ได้โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องวางตัวผู้และตัวเมียคู่กัน แต่โดยทั่วไปมักจะวางไว้เป็นคู่ ๆ โดยวางตัวเมียไว้ทางซ้ายและวางตัวผู้ไว้ทางขวา (ยกเว้นกรณีที่วางไว้บนหลังคาส่วนใหญ่จะวางชีซ่าตัวผู้ไว้ตัวเดียว) ข้อควรระวังในการวางชีซ่าคือ ระวังอย่าหันหน้าชีซ่าตัวผู้และตัวเมียเข้าหากัน เพราะจะเป็นการลดพลังของชีซ่าลง ชาวโอกินาว่ามีความเชื่อว่าปีศาจและสิ่งชั่วร้ายมักจะเคลื่อนที่ไปตามทางคนเดิน ดังนั้นจึงควรวางชีซ่าไว้ในที่ ๆ เราเดินผ่านประจำเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกไป เช่น หน้าทางเข้าบ้าน หรือบริเวณที่มีลมพัดผ่าน เช่น ระเบียง เป็นต้น

             รู้แบบนี้แล้วไปโอกินาว่าคราวนี้อย่าลืมรับน้องเขามาดูแลสักคู่นะค่ะ 

ข้อมูล เพจ ...Anngle